พิษตัวนี้ให้เยี่ยนหลินในสมัยนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงหรี่ตาเล็กน้อย “โจวอิ๋นจือหากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ ข้าขอสอนเจ้าอย่างหนึ่งคดีนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีมากมายเหลือเกิน หากทำสำเร็จอาจเลื่อนขั้นสู่ระดับสูงได้อย่างไม่เปลืองแรงและมีชื่อเสียงโด่งดังทันที ทว่าหากผ่านไปอีกสักหน่อย ข้าเกรงว่าตัวกับหัวเจ้าจะแยกออกจากกัน ตายโดยไร้ที่กลบฝัง!”
*****
หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงแบไพ่ในมือให้โจวอิ๋นจือดูก็สนทนากับเขาอีกครึ่งเค่อถึงค่อยจากไป
สายมากแล้ว นางกลัวว่าเยี่ยนหลินจะรอที่เหลาเฉิงเซียวนาน
ครั้นนางจากไป โจวอิ๋นจือยังคงนั่งอยู่ในห้องโถงด้วยใบหน้าหนักอึ้ง ไม่ขยับเขยื้อนกายอยู่นาน
จวบจนเยาเหนียงเดินเข้ามาก็ถูกสีหน้าของเขาทำเอาตกใจ “ใต้เท้า ท่าน…ท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
โจวอิ๋นจือไม่ตอบ
เขากลอกตามองลานเรือนขนาดเล็กแห่งนี้มีคอกม้าตรงหัวมุมของลานเรือน ม้าขนสีแดงเพลิงชั้นดีตัวหนึ่งกำลังก้มหน้ากินหญ้าอยู่ตรงนั้น
นี่คือม้าที่โจวอิ๋นจือเพิ่งจะซื้อให้ตนเองขณะได้รับตำแหน่งผู้คุมกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรเมื่อสองปีก่อน ทุกวันต้องปั้อนอาหารด้วยตัวเองหนึ่งหน จากนั้นจึงพามันไปวิ่งเล่นตรงชานเมือง
เขามองอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกไปหา ลูบไล้แผงคอเรียบลื่นและงดงามของมัน
ม้าจดจำผู้เป็นนายได้ คลอเคลียฝั่ามือเขาด้วยความสนิทสนมทว่าเยาเหนียงซึ่งยืนอยู่ใต้ชายคากลับมองเห็นอย่างชัดเจนว่าโจวอิ๋นจือใช้มืออีกข้างชั