ม่ได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกำไลหยกมันแพะสีขาวบนข้อมือที่แทบจะปราศจากสีอื่นใดเจือคิ้วโก่งดั่งขุนเขา เนตรเรียวยาวงามราวกับหงส์ เรือนผมดำขลับแผ่สยายประดุจน้ำตก พวงแก้มขาวผุดผาดประหนึ่งหิมะ
แม้จะไม่ได้มีรูปโฉมที่ทำให้คนมองแล้วบังเกิดความริษยาแต่แรกเห็นเช่นเจียงเสวี่ยหนิง แต่ในโถงรับแขกแห่งนี้ก็ถือว่างามเพริศพริ้งโดดเด่นเหนือผู้ใดเช่นกัน กอปรกับความสูงศักดิ์ที่มีมาแต่กำเนิดแผ่ซ่านจากดวงตาและหัวคิ้วของนาง แม้ริมฝีปากจะประดับรอยยิ้ม แต่กลับทำให้คนรู้สึกถึงบารมีอันน่าเกรงขาม
มองผาดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ที่ร้ายกาจมาก
คนผู้นี้คือเซียวซู คุณหนูใหญ่แห่งจวนเฉิงกั๋วกง เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักนางเช่นกัน
หรือหากพูดให้ชัดเจนขึ้นอีกนิด…
นางคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวแห่งจวนเฉิงกั๋วกงซึ่งเกือบจะถูกเซี่ยเวยฆ่าล้างบางในชาติที่แล้วนั่นเอง
ก่อนหน้านี้อีกฝั่ายเพียงยืนดูอยู่ด้านข้าง ยามนี้ถึงค่อยเอื้อนเอ่ยวาจา
เสิ่นจื่ออีฟังแล้วก็ไม่พอใจหน่อย ๆเซียวซูยิ้มแย้ม คลี่พัดหอมในมือ สายตามองเจียงเสวี่ยหนิง แต่กลับประชิดข้างใบหูเสิ่นจื่ออีแล้วพูดกดเสียงเบาหลายประโยค
เมื่อเสิ่นจื่ออีได้ฟังก็ตาเป็นประกายขึ้นมาหลายส่วน รอยแผลเป็นใต้ตาซ้ายถูกแต่งแต้มจากสภาพไม่น่าดูชมจนกลายเป็นรูปกลีบดอกอิงเถาโปรย ยามนี้จึงเสริมกับนัยน์ตาทำให้ดวงหน้าเปล่งปลั่ง
นางปรบมือหัวเราะ “ความคิดของเจ้าช่างดีนัก”
จากนั้นจึงกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า