กครั้งจริง ๆเจียงเสวี่ยหนิงถึงพบว่าคำตอบของนางก็คือ ข้าจะทำ
“องค์หญิงทรงมีพระสิริโฉมงดงามล้ำเลิศอยู่แล้ว เป็นมุกงามที่เจิดจรัสที่สุดในแคว้นต้าเฉียนแล้วเสวี่ยหนิงจะถึงหนึ่งในหมื่นได้อย่างไรกันเล่า?” นางช้อนดวงตาขึ้นมองพลางยิ้มแย้มเล็กน้อย “พระองค์ไม่จำเป็นต้องอิจฉาหม่อมฉันเลยเพคะ”
คำกล่าวนี้ฟังแล้วช่างเหมือนกำลังหลับตาประจบประแจงเสียจริง
เสิ่นจื่ออีได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกรังเกียจ
แต่เมื่อได้สบสายตาอีกฝั่าย กลับพบว่าคำพูดของนางจริงจังและหนักแน่นจนไม่อาจเสแสร้งทำเอานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงหมุนกาย แล้วลากโต๊ะวาดภาพด้านข้างตรงมุมสุดซึ่งไม่มีผู้ใด หยิบพู่กันขนแพะขนาดเล็กขึ้นมาเบา ๆ ก่อนจะแต้มผงดอกอิงเถาบาง ๆ ครั้งหนึ่ง เอ่ยขึ้นมาว่า “ล่วงเกินแล้วเพคะ” จากนั้นก็ประชิดเข้าหา วาดเส้นสายลงบนรอยแผลใต้ดวงตาข้างซ้ายของเสิ่นจื่ออีเบาๆ หลายครา
รอยแผลซึ่งแต่เดิมทิ่มแทงสายตาผู้คน กลับกลายเป็นสีชมพูทรงคล้ายจันทร์เสี้ยว
ช่างเหมือนกลีบบุปผาโปรยยิ่ง
ครั้นนางถอยออกไป นางกำนัลซึ่งติดตามอยู่ข้างกายเสิ่นจื่ออีก็ส่งเสียงตกใจเบา ๆ ดวงตาฉายแววตื่นตะลึง
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงเอ่ยว่า “บาดแผลบางอย่าง หากองค์หญิงใส่พระทัยต่อหน้าผู้อื่นมากจนเกินไป จะทำให้ทุกคนรู้ว่านี่คือจุดอ่อนของพระองค์ สามารถทำร้ายพระองค์เหมือนดั่งใช้อาวุธมาประหัตประหาร แต่หากพระองค์ทรงแสดงต่อหน้าผู้อื่นว่าไม่แยแส หรือแสร้งว่าไม่แยแส ผู้อ