เหตุจลาจลที่ทำให้วังหลวงท่วมโลหิตครานั้นไม่ได้…
แผลเป็นขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางจึงเป็นความอัปยศที่กลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องกรีดลงบนใบหน้าราชวงศ์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นราชวงศ์ต้าเฉียน
และด้วยเหตุนี้เองฝั่าบาทองค์ปัจจุบันจึงรักใคร่เอ็นดูพระกนิษฐาผู้นี้มากเป็นพิเศษ
ไม่ว่าเสิ่นจื่ออีจะมีคำร้องขอใด ๆ ขอเพียงไม่เกี่ยวพันถึงการล่มสลายและการดำรงอยู่ของบ้านเมืองตลอดจนราษฎรก็จะสนองให้จนกว่าจะพึงพอใจ ต่อให้นางใคร่จะเด็ดดวงดาราบนท้องฟั้า เสิ่นหลางก็จะสั่งให้คนลองเด็ดดูก่อนว่าทำได้หรือไม่ถึงจะยอมเลิกรา
เสิ่นจื่ออีเติบโตในวังหลวง เห็นสายตาที่จ้องมองรอยแผลบนใบหน้าตนจากผู้คนนับไม่ถ้วนมาตั้งแต่เล็ก บ้างก็สงสาร บ้างก็เสียดาย บ้างก็เยาะเย้ย กระทั่งว่าบางครั้งนางยังได้ยินเสียงครุ่นคิดภายในจิตใจดังออกมาจากสีหน้านางกำนัลผู้มีรูปโฉมงดงามบางคนเสียด้วยซ้ำ ‘ต่อให้เป็นองค์หญิงของแว่นแคว้นผู้สูงส่งแล้วจะทำไม รอยแผลนี้ทำลายรูปโฉมแสนเลอค่าไปแล้ว สู้นางกำนัลต่ำต้อยเช่นพวกนางยังไม่ได้เลย’
นางเมื่อยามเยาว์วัยยังไม่รู้ความหมายที่แฝงในสายตาเหล่านี้
ครั้นค่อย ๆ จำเริญวัยและเข้าใจมากขึ้นความรู้สึกนั้นกลับแปรเปลี่ยนจากโกรธขึ้งเป็นเคียดแค้น และจากเคียดแค้นกลายเป็นเศร้าใจ
ขอถามสตรีในใต้หล้า มีผู้ใดบ้างไม่แยแสรูปโฉมของตนเองจริง ๆ
เสิ่นจื่ออีกวาดตามอง เห็นสายตาที่ผู้คนกำลังมองสำรวจนางทั้งหมด ทว่าบริเวณมุมหนึ่งกลับมีคนผู้หนึ่งกำล