งก็มีเรื่องอยากพูดคุยกับฟางหรูอยู่แล้วจึงตอบตกลงทันที“งั้นพี่ฟางหรูทำงานให้เสร็จก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปเลือกซื้อรองเท้าให้คุณย่าแล้วจะกลับมาค่ะ” อันจิ่วเม่ยพูดพลางโบกมือลา“ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวเจอกันนะ” ฟางหรูยิ้มอย่างร่าเริง ก่อนจะกลับไปทำงานต่อด้วยใจที่เบิกบานกว่าเดิมสำหรับฟางหรู ชีวิตใหม่ที่ไร้พันธะคอยรั้งเป็นทางเลือกที่เธอต้องการมาตลอด การหย่าครั้งนี้เหมือนเป็นเส้นด้ายสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวความหวังในชีวิตของเธอ คำแนะนำของอันจิ่วเม่ยเป็นดั่งกุญแจไขปัญหาที่ทำให้เธอมั่นใจว่า ชีวิตที่สงบสุขของเธอนั้นใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
อันจิ่วเม่ยซื้อรองเท้าให้ย่าอันพร้อมผ้าสองผืน ตั้งใจจะให้ย่าอันตัดเป็นกระโปรงสวย ๆ ให้ตัวเอง นึกภาพแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อกลับไปฟางหรูอีกครั้ง เธอเลิกงานแล้วแต่ยังต้องรอคนเข้ากะต่อ ฟางหรูเห็นผ้าที่อันจิ่วเม่ยซื้อมาก็อดแซวไม่ได้“จิ่วเม่ย ผ้าพวกนี้ตัดเป็นเสื้อผ้าจะไม่ฉูดฉาดเกินไปเหรอ?”คนยุคนี้ยังอนุรักษ์นิยมอยู่มาก เสื้อผ้าทั่วไปมักเป็นโทนสีเรียบ ๆไม่กี่สี แต่ผ้าที่อันจิ่วเม่ยเลือกกลับเป็นสีแดงสดกับฟ้าอ่อนลายดอกไม้ ในสายตาพนักงานขายของที่สหกรณ์มันช่างจัดจ้านเกินไปแต่อันจิ่วเม่ยกลับคิดว่าไม่เป็นไร จึงแก้ตัวว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ฟางหรู ฉันเพิ่งแต่งงาน ใส่สีแบบนี้ดูเป็นมงคลนะ”แน่นอนว่านี่เป็นแค่ข้ออ้างลวก ๆ เพราะไม่ว่ายุคไหน เจ้าสาวใหม่ก็มักได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษอยู่แล้วฟ