ู่เนตรหามีความเป็นมิตรไม่
“ใครมันระห ่าจนจะพิชิตปวงชนนะ?”
“ข้าก็ว่าผู้ใดเสียสติ ที่แท้ก็เป็นไป๋ฟานผู้กราบผู้อาวุโสใหญ่เป็นอาจารย์นี่เอง เริ่มกร่างแล้วสินะ”
“คิดว่ามีความสำเร็จเล็กน้อย ก็จะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ?”
กระทั่งอัจฉริยะสูงสุดทั้งหลายยังมิกล้าพูดเรื่องระห ่าเพียงนี้ต่อสาธารณะ ในโลกหล้าอันชีวิตคนเป็นเช่นต้นหญ้า ความลำพองนั้นฆ่าคนได้
ไป๋ฟานฝึกฝนมากี่ปีเชียว กล้ากร่างกำแหงเพียงนี้ มิใช่รนหาที่ตายหรือ?
เพื่อป้องกันมิให้ ‘ไป๋ฟาน’ อธิบายสถานการณ์ เจี่ยงซินอี๋จึงรีบพูดว่า “ไป๋ฟาน เมื่อครู่เจ้าพูดเรื่องระห ่าเช่นนี้ออกมา คงกลับคำมิได้กระมัง?”
วาทะของนางปิดทางหนีของเจียงผิงอันไปทันที ไม่ว่าเจียงผิงอันจะอธิบายเช่นไร ผู้คนก็จะไม่เชื่อ ต่อให้ไม่ยอมรับ ปวงชนก็จะคิดว่าเขาพูด แม้เขาจะไม่ได้พูดจริง ๆ ก็ตามที
เจี่ยงซินอี๋กอดอกมองเจียงผิงอันอย่างท้าทาย ราวจะพูดว่า: มากำเริบกับแม่ ดูซิจะกร่างได้แค่ไหน
เปรี้ยง!
ร่างหนึ่งพลันพุ่งออกจากอาคม ร่วงลงเสียงดังตรงหน้าเจียงผิงอัน
อึดใจต่อมา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในอาคม
“ไป๋ฟาน ในเมื่อเจ้าคิดพิชิตปวงชน งั้นก็มาพิชิตข้าก่อนนี่มา ข้ามีบัญชีจะสะสางกับเจ้าอยู่พอดีเชียว”
ในอาคม ชายผู้หนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองจ้องมองเจียงผิงอันด้วยสายตาราวกับสัตว์ร้าย ม่านตาของเขาหดบีบเป็นเส้นตั้ง
ปวงชนหันมองชายผู้ปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองทันที
“นั่นเคอเหมิ่ง หากเขาจะเล่นงานไป๋ฟา