้องมาหาเรื่องอย่างแน่นอน
แต่ทั้งชายแก่และโอวหยางเสี่ยวอี้ต่างก็ต้องตะลึงไป เมื่อปู้ฟางทำเพียงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม เขารวบรวมก้อนพลังปราณเที่ยงแท้ให้ปรากฏขึ้นบนมือแล้วเปลี่ยนมันเป็นตะเกียบคู่หนึ่ง จากนั้นก็คีบซี่โครงเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่งเข้าปาก
หลังเคี้ยวอยู่สักพัก คิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดมุ่น
“ซี่โครงเปรี้ยวหวานจานนี้มีข้อติมากมาย แต่จะว่าไปฝีมือการทำอาหารของคนเราจะพัฒนาได้ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีใครทำอาหารออกมาได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกหรอก ท่านว่าจริงไหม” ปู้ฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตะเกียบพลังปราณเที่ยงแท้ในมือสลายหายไป ชายหนุ่มหันหน้ามามองชายชราร่างท้วม
ชายชราผงะไปเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะออกมาด้วยความจริงใจ แม้แต่ดวงตาก็หยีลงจนกลายเป็นขีดเล็ก
“เถ้าแก่ปู้พูดมีเหตุผลแล้ว เป็นตาแก่ผู้นี้ที่ไม่รู้จักผ่อนปรนเอง”
มุมปากของปู้ฟางยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ข้าเดินทางมาจากดินแดนแสนภูผา ตั้งแต่เจ้าหนูเยี่ยได้กินอาหารรสอร่อยฝีมือเจ้าเข้าไป นางก็เอาแต่พูดพร่ำสรรเสริญความดีงามใส่หูข้าไม่หยุดหย่อน ข้ารำคาญยายเด็กนั่นจะแย่ก็เลยหนีลงเขามา คิดว่าไหนๆ ก็ลงมาแล้ว ควรมาลองชิมรสชาติอาหารฝีมือเถ้าแก่ปู้เสียให้รู้แจ้ง ก่อนหน้านี้ข้าไม่เชื่อว่าเถ้าแก่ปู้จะมีพรสวรรค์อะไร แต่เมื่อได้ยินคำที่เจ้ากล่าว ข้าก็กระจ่างใจทุกอย่าง” ชายชราหัวเราะอย่างปิติยินดี จากนั้นก็โบกมือเรียกน้ำเต้าสีเหลืองแก่ให