้าไปเพื่อช่วยพูด แต่เมื่อขันทีเห็นท่าทีของท่านอ๋องมู่จึงกระซิบบ่นว่า “ท่านอ๋องมู่อย่าได้พูดให้มากความเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝาบาทกำลังกราดเกรี้ยวอยู่ หากขืนพระองค์พูดอีก ฝ่าบาทก็จะยิ่งพิโรธได้ บ่าวเห็นว่าพระองค์ควรรีบออกจากวังจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”เดิมทีจักรพรรดิเป่ยเซี่ยก็โกรธท่านอ๋องมู่ด้วยเรื่องที่คิดว่าเข้าข้างคนนอกแล้วตอนนี้เขายังคิดจะช่วยเฉินเสียนพูด มันเป็นการราดนํ้ามันบนกองเพลิงอย่างไม่ต้องสงสัยท่านอ๋องมู่กล่าวกับขันทีว่า “ท่านไปกราบทูลหน่อยเถอะ ทูลฝ่าบาทว่าข้ามีเรื่องสำคัญจะรายงานจริงๆ ไม่แน่ว่าหากฝ่าบาทรู้แล้วคงไม่โกรธเพียงนี้แล้ว”ขันทีกล่าวด้วยความลำบากใจ “ก่อนหน้านี้บ่าวก็เคยกราบทูลหลายครั้งแล้วแต่ฝ่าบาทก็ไม่ยอมพบอยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ”ด้านในส่งเสียงพูดของจักรพรรดิเป่ยเซี่ยออกมา “ให้ท่านอ๋องมู่รีบไสหัวไปซะ”เฉินเสียนเนื้อตัวเปียกปอน กล่าวด้วยนํ้าเสียงเรียบเฉย “ท่านอ๋องกลับไปเถอะ วันนี้ท่านอ๋องมีบุญคุณต่อเฉินเสียน วันหน้าเฉินเสียนต้องตอบแทนพระคุณยื่นหมูยื่นแมวแน่”ถึงแม้จักรพรรดิเป่ยเซี่ยไม่ปรากฏกาย แต่กลับได้ยินเสียงด้านนอกอย่างชัดถ้อยชัดคำ กล่าวต่อว่า “ไม่ใช่ใช้สถานะของคนร่◌ุนเยาว์มาขอขมาหรอกหรือเช่นนั้นก็คุกเข่าขอโทษหน้าประตูห้องตำราหลวงเถอะ ให้ข้าเห็นความจริงใจก่อน”342
ท่านอ๋องมู่กล่าวด้วยความตกตะลึง “ฝ่าบาทไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียนางก็เป็นจักรพรรดิแห่งต้าฉู่”“เป็นนางเองที่บอกว่าจะใช้