จากไปนั้น เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงของท่านผู้เฒ่าถอนหายใจ แล้วจึงพูดขึ้นว่า : “อัครเสนาบดีซู ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นลูกศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจของกระหม่อม เขามีพรสวรรค์ที่สูงส่งและยังชาญฉลาดเหนือผู้อื่นใด”เฉินเสียนได้หยุดชะงักฝีเท้าลงท่านผู้เฒ่าได้ถามขึ้นว่า : “ฝ่าบาททรงทราบเรื่องที่เขาเคยป่วยหนักหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ?”ผ่านไปเนิ่นนาน เฉินเสียนก็ได้ตอบกลับด้วยนํ้าเสียงที่แหบพร่าว่า : “ข้าไม่เคยรู้เลย”“ก็คงจะเป็นเช่นนั้น คนที่พยายามแข็งแกร่งเช่นเขา สิ่งที่เขาไม่อยากให้ฝ่าบาททรงรับรู้ที่สุดก็คือการที่เห็นว่าเขาป่วย แม้ว่าจะเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก็ยังจะฝืนลุกขึ้นมาอีกครั้ง ทำเรื่องสุดท้ายในชีวิตให้เสร็จสิ้น” ท่านผู้เฒ่าถอดถอนลมหายใจ แล้วพูดขึ้นต่อว่า : “นี่เป็นบุญวาสนาของราชอาณาจักรต้าฉู่และก็เป็นความโศกเศร้าที่น่าอนาถใจของเขาด้วยเช่นกัน”แสงสว่างเปลวไฟจากเทียนกระทบลงบนใบหน้าของเฉินเสียน เธอหรี่ตาลงตํ่าแววตาท่วมท้นไปด้วยความโศกเศร้าและเสียใจอย่างที่สุดท่านผู้เฒ่าได้พูดขึ้นว่า : “เขามุ่งมั่นทำงานอย่างหนักมาหลายปี จึงทิ้งผลข้างเคียงไว้ไม่น้อย เมื่อเริ่มป่วย ก็ป่วยเรื้อรังไปทั่วทั้งตัว กระหม่อมเคยโน้มน้าวให้เขารักษาอาการป่วยก่อน บางทีอาจจะสามารถยืดอายุได้อีกหลายปี แต่เขานั้น……ไม่ได้นำมาใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว”เฉินเสียนจูงมือของซูเซี่ยน ไม่ได้ออกแรงมากนัก แต่มืออีกข้างในแขนเสื้อนั