ปิดกั้นริมฝีปากของเธอไว้ กลืนกินเสียงอันเสนาะที่เปล่งขึ้นมาจากลำคอของเธอไปจนหมดหลังจากนั้นคลื่นลูกแล้วลูกเล่าก็โถมเข้ามาราวกับทะเลที่มีคลื่นลมพริบตาเดียวก็กลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัวเฉินเสียนสับสนจนไม่รู้วันไม่รู้คืน ทั้งยังไม่ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเมื่อของเหลวที่ร้อนระอุเติมเต็มเข้ามา เธอรู้สึกแค่เพียงว่าในชีวิตนี้เธอไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจอีกแล้วต่อมา เฉินเสียนนอนอยู่ในอ้อมกอดของซูเจ๋ออยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงค่อยๆ ฟืนคืนสติจากการต่อสู้อันแสนยาวนาน เธอและซูเจ๋อโอบกอดกันโดยไม่เหลือเว้นช่องว่างใดๆ เธอกอดและอิงแอบแนบกายเขาได้โดยไม่ต้องพะว้าพะวังพายุหิมะข้างนอกไม่รู้ว่าหยุดลงตั้งแต่เมื่อไหร่เมื่อได้สติและรู้ตัวอีกที แก้มของเธอก็ร้อนผ่าวเดิมทีเธอเพียงต้องการเปิดใจคุยกับซูเจ๋อให้กระจ่าง แต่คุยไปคุยมาผลสุดท้ายกลับกลายมาเป็นเช่นนี้“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ”เฉินเสียนตอบว่า “ข้ากำลังคิดว่า ที่นี่คืออาราม เป็นสถานที่อันสงบของพระพุทธศาสนา”178
ซูเจ๋อยิ้มและกล่าวว่า “พุทธศาสนาคือความเมตตา ถ้าจะต้องตำหนิจริงๆ ก็ตำหนิข้าได้เพียงคนเดียว เป็นข้าที่บุกเข้ามาในห้องของท่านยามวิกาลและลากท่านขึ้นเตียง”เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นหน้ากากที่แขวนอยู่บนชั้นไม้ จากนั้นจึงกระซิบว่า“ท่านต้องพึ่งความทรงจำเหล่านี้เพราะคิดถึงข้าหรือ”เฉินเสียนหยิบหุ่นกระบอกลงมาจากหัวเตียง วางไว้ตรงหน้าเธอกับซูเจ๋อและบอกว่า “ยังมีคู่นี้ด้วย ท่านไม่รู